หมอสมหมาย

ผม(หมอสมหมาย รักษามะเร็ง )เป็นคนสิงห์บุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2464 ปัจจุบันอายุ 92 ปีแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีบุตรธิดารวม 7 คน โดยผมเป็นคนที่ 5 คุณพ่อคือนายกิมซิด คุณแม่นางพิมเสน ทองประเสริฐ พี่ชายคนโตของผม ชื่อศาสตราจารย์พันตรีนายแพทย์ประจักษ์ ทองประเสริฐ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พี่ชายคนที่สองชื่อนายหงวน ทองประสริฐ เป็นลูกศิษย์ท่านปรีดี พนมยงค์ พี่สาวคนที่สามและที่สี่แต่งงานเป็นแม่บ้าน ส่วนผมซึ่งเป็นบุตรคนที่ห้า เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก พ.ศ.2471 ที่โรงเรียนประจำเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งอยู่ตรงตึกซิงเกอร์ สี่-พระยาในปัจจุบัน น้องสาวคนที่หกยังมีชีวิตอยู่ส่วนน้องชายคนที่เจ็ดเป็นนายทหาร จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธ ปัจจุบันมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงสามคน คือพี่สาวคนที่สามอายุ 95 ปี (หมอสมหมาย)อายุ 90 ปีและน้องสาวอายุ 84 ปีนอกนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว

ในวัยของการศึกษา ครอบครัวของผม(หมอสมหมาย)สนับสนุนการศึกษาเฉพาะผู้ชายส่วนลูกผู้หญิงไม่ส่งเสียให้เล่าเรียน พี่ชายของผมนับว่าได้เป็นชาวสิงห์บุรีคนแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ทุนของร็อกกี้ เฟลเรอร์ ไปเรียนต่อที่ยอห์นฮอสปิตัส ประเทศอเมริกา ส่วนผมสำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตสมัยเด็กศึกษาที่ ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ในปี พ.ศ. 2471 และจบ ม.5 ในปี พ.ศ. 2478 สมัยที่ผมเรียนนั้น การศึกษายังมีระดับชั้น ม. 8 อยู่ ไม่ได้มีเตรียมอุดมศึกษาเหมือนสมัยนี้ หลังจากจบชั้น ม.5 ร.ร. เซนต์ปีเตอร์ ก็มาศึกษาต่อที่ ร.ร. อำนวยศิลป์ ปากครองตลาดจนจบ ม.8 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเตรียมอุดมซึ่งคุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ เป็นนักเรียนเตรียมอุดมหมายเลข 1

จิตใต้สำนึก “ชีวิตคือ ธรรมชาติ” อีกประการหนึ่ง ผมมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าในโลกนี้ธรรมชาติทำให้เกิดโลก แล้วธรรมชาติต้องมียาแก้โรคให้ด้วย เช่น การใช้ซิงโคน่า(Cinchona) รักษาโรคมาเลเรีย ใบดิจิตาลีส ( Digitalis) รักษาโรคหัวใจในสัตว์ เช่น แมว สุนัข ไม่สบายก็จะไปเที่ยวหาต้นหญ้ากิน พออาเจียนแล้วก็หาย นั่นคือการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แต่มนุษย์เราโดยเฉพาะการแพทย์ทางตะวันตกไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ พยายามค้นคว้าไปทางเคมีเป็นส่วนมาก

ผม(หมอสมหมาย)เข้าศึกษาต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมีพี่ชายเป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียน ผม(หมอสมหมาย)สำเร็จคณะเภสัชศาสตร์ได้เหรียญทองและเป็นอาจารย์ที่เภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามกฎได้ 1 ปี ก็ออกมาศึกษาแพทย์ต่อที่ศิริราช สมัยนั้นหากจะเรียนแพทย์ต้องเรียนที่ศิริราชแห่งเดียวเท่านั้น ที่อื่นยังไม่มีการเรียนการสอน ในคณะเรียนผมก็ใช้ความรู้ทางเภสัชฯ ไปทำงานร้านขายยา เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนแพทย์จนกระทั่งผม(หมอสมหมาย)จบการศึกษาในปี พ.ศ. 2494 ที่จริงแล้ว ผม(หมอสมหมาย)คุ้นเคยกับโรงพยาบาลศิริราชมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากตอนอายุเพียง 7-8 ปี เวลาเปิดเทอมผม(หมอสมหมาย)ก็จะมาอยู่กับพี่ชายที่ศิริราช ส่วนมากจะไปอยู่กับพวกพี่ๆพยาบาล เพราะพี่ชายต้องทำงาน สมัยเมื่อ พ.ศ. 2471 นั้น ศิริราชยังเป็นป่าอยู่เลยมีตึกเพียง 5 ตึก มีโรงกระโจมใช้ผ้าขึงเป็นห้องผ่าตัด

สมัยเมื่อผม(หมอสมหมาย)เรียนแพทย์ศิริราชอยู่ปี 3 ปี 4 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรมอยู่ที่ศิริราชนั้นผม(หมอสมหมาย)สนใจเรื่องการศึกษามะเร็งมากเพราะการศึกษาโรคอื่นๆ ทางศัยลกรรมสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่การรักษามะเร็งนั้นยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือฉายรังสีก็ดี

เนื่องจากผม(หมอสมหมาย)สำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิตก่อนมาเรียนแพทย์ ผม(หมอสมหมาย)จึงมีความคิดว่าน่าจะค้นคว้าหาสมุนไพรมาช่วยในการรักษามะเร็งบ้าง แต่ในขณะนั้นผม(หมอสมหมาย)เป็นลูกน้องไม่สามารถที่พูดเสนอความคิดได้

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากศิริราช แล้วด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง ผม(หมอสมหมาย)มาอยู่สถานเสาวภา 1 ปี ก็อยากทดลองเรื่องวัคซีนกับเซรุ่มในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า พอครบปีก็กลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่ศิริราช เป็นศัลยแพทย์ได้สองปี สมัยนั้นไม่มีตำแหน่งให้ต้องเป็นลูกจ้าง ผม(หมอสมหมาย)เป็นลูกจ้างรับเงินเดือน เดือนละ 700 บาท (สมัยนั้นทองบาทละ 60 บาท)

หลังจากจบการศึกษาแพทย์ หลังจากจบการศึกษา ผม(หมอสมหมาย)ตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่สิงห์บุรีเพราะแม่ของผม(หมอสมหมาย)อยู่ที่นั้นตามลำพัง แม่ก็อายุมากแล้วไม่มีใครคอยดูแล เนื่องจากพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ดังนั้นเมื่อผมทำงานที่ศิริราชครบ 2 ปี อีกทั้งตัวเองอยากได้ตำแหน่งประจำเพราะสมัยนั้นหาตำแหน่งประจำอยากเหลือเกิน มีตำแหน่งประจำก็เป็นแผนกกระดูกซึ่งผมไม่ต้องการ

วันหนึ่งขณะผม(หมอสมหมาย)เดินทางกลับจากศิริราช ผม(หมอสมหมาย)ได้พบกับรุ่นพี่ที่ท่าน้ำ ชื่อหมออุทัย ศรีอรุณ ( ภายหลังได้รับตำแหน่งพลตำรวจโทและเป็นจเรตำรวจ ) เขาถามว่าผม(หมอสมหมาย)จะไปไหน ผม(หมอสมหมาย)ก็บอกว่าผม(หมอสมหมาย)จะกลับไปเอาตำแหน่งหมอกระดูกที่ศิริราช เขาจึงออกปากว่าอยากให้ผม(หมอสมหมาย)ไปช่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ ถ้าวันนั้นผม(หมอสมหมาย)กลับไปเป็นหมอกระดูกที่ศิริราช ผมคงเกษียณอายุแค่ 60 ปี ไม่ได้มาเป็นหมอรักษามะเร็งในปัจจุบันนี้

ผู้เริ่มต้นโรงพยาบาลตำรวจ

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ  ผม(หมอสมหมาย)จึงได้พบว่าที่นั้นไม่มีความพร้อมอะไรเลย  ผม(หมอสมหมาย)ต้องจัดเตรียมบรรดาเครื่องไม้ เครื่องมือ จนสามารถผ่าตัดคนไข้ได้เอง  สมัยนั้นโรงพยาบาลตำรวจเป็นเพียงโรงพยาบาลในแผนกตำรวจ  ผม(หมอสมหมาย)ทำงานจนกระทั้งได้ติดยศเป็นร้อยตำรวจเอกก็ได้ทราบข่าวว่าสิงห์บุรี  กำลังสร้างโรงพยาบาล ผม(หมอสมหมาย)จึงบอกหัวหน้าแผนกว่าจะขอย้ายไปโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หากโรงพยาบาลสิงห์บุรีสร้างเสร็จ หัวหน้าผม(หมอมสมหมาย)ไม่อนุญาต ท่านบอกว่า “ลื้อมาอยู่ที่นี่ไม่กี่เดือน สร้างความเจริญให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ได้ผ่าตัดได้ ทำอะไรมากมาย ไม่อนุญาตให้ไปหรอก” เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น  แต่ความต้องการที่จะอยากกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลบ้านเกิดมากกว่าในเดือนธันวาคมของปีนั้นผม(หมอสมหมาย)จึงเขียนจดหมายลาออกทิ้งไว้แล้วจากไปอยู่ที่สิงห์บุรีโดยไม่ได้ร่ำลาผู้ใด

ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็ง

ในปีพ.ศ. 2498 ผม(หมอสมหมาย)รับราชการเป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี  ผม(หมอสมหมาย)ได้เป็นหัวหน้าและในขณะเดียวกันผม(หมอสมหมาย)ก็มีความเป็นตัวของตัวเอง  ผม(หมอสมหมาย)ได้เริ่มเสาะหายาสมุนไพรที่จะมาช่วยในเรื่องรักษามะเร็ง  ขณะนั้นคนกำลังฮือฮาในการใช้ต้นทองพันชั่งรักษามะเร็ง  ผม(หมอสมหมาย)ก็ปลูกต้นทองพันชั่งไว้เป็นจำนวนมาก  เมื่อมีคนไข้เป็นมาเร็งมารักษา  ผม(หมอสมหมาย)ก็ลองใช้ทองพันชั่งต้มให้คนไข้กิน  แต่เมื่อมาดูผลการรักษากลับพบว่ามันไม่ได้ผลทุกครั้งที่ผมตรวจคนไข้ OPD ( ผู้ป่วยนอก )   ผมก็พยายามถามถึงเรื่องตำรายาสมุนไพรรักษามะเร็งจากคนไข้และญาติเพื่อทดลองใช้แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ผลสักที

ปกติในวันเสาร์ – อาทิตย์นั้น  ยังไม่มีคนไข้มากเท่าอย่างในปัจจุบัน  ในปี พ.ศ. 2508 บังเอิญผม(หมอสมหมาย)ขับรถไปเที่ยวป่าในวัน เสาร์ – อาทิตย์  ที่อำเภอวิเชียรบุรี  จังหวัดเพชรบูรณ์  เพื่อเสาะหาปุ่มของต้นไม้ชนิดต่างๆ  เพราะชอบสะสมปุ่มไม้

วันหนึ่งผม(หมอสมหมาย)ขับรถไปยังอำเภอวิเชียรบุรี  ไปที่บ้านชาวไร่คนหนึ่ง  เพราะทราบว่าชาวบ้านคนนี้มีปุ่มไม้ใหญ่ และผมก็ได้พบกับปุ่มไม้จริงๆ พร้อมกันนั้น  ผม(หมอสมหาย)ได้พบกับเจ้าของบ้านนั่งหายใจหอบเหนื่อยอยู่ในบ้านและบังเอิญเป็นผู้ที่เคยรู้จักกัน  ผม(หมอสมหมาย)จึงได้สอบประวัติได้ความว่ามีอาการไอ เหนื่อยหอบ จึงได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลลพบุรี  แพทย์ได้ทำการเอกซเรย์ปอดแล้วบอกว่ามีน้ำท่วมปอด  แพทย์เจาะน้ำออกจากปอดและเจาะชิ้นเนื้อเยื้อส่งตรวจที่กรุงเทพฯ   ผลการตรวจสรุปออกมาว่าเป็นมะเร็งปอดและน้ำท่วมปอด  แพทย์ลพบุรีจะส่งคนไข้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช  แต่ผู้ป่วยไม่ยอมไปด้วยเหตุเพราะใกล้ๆบ้านผู้ป่วยมีแพทย์แผนโบราณรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพร  ผม(หมอสมหมาย)ได้ลองตรวจสอบดูพบว่ามีน้ำท่วมปอดจริง  ผู้ป่วยไม่สามารถนอนได้  ต้องใช้การนั่งพิงแทน  จากนั้นผม(หมอสมหมาย)ก็ลาคนไข้กลับและไม่ได้สนใจคนไข้คนนี้อีก  8 เดือนต่อมาผม(หมอสมหาย)ได้กลับมาที่บ้านผู้ป่วยคนเดิม ตอนนั้นคิดว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว ตั้งใจจะไปซื้อปุ่มไม้ที่ตั้งอยู่ในบ้านผู้ป่วย จากภรรยาผู้ป่วย แต่แทนที่จะพบผู้ป่วยเสียชีวิต กลับพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่และเดินเหินได้ปกติ

กรณีนี้ทำให้ผม(หมอสมหมาย)สนใจมากและได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลลพบุรี เมื่อพบแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยรายนี้และขอดูหลักฐานรายงานและผลเอ็กซเรย์ของผู้ป่วยแต่แพทย์หาให้ไม่ได้ ผม(หมอสมหมาย)จึงคิดว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่น่าจะเป็นมะเร็งปอดและแพทย์คงตรวจผิด ผม(หมอสมหมาย)จึงไม่ได้สนใจยาสมุนไพรตำหรับนี้

ต่อมาปี พ.ศ. 2512 มีพ่อค้าคนหนึ่งที่เคยอยู่ตลาดสิงห์บุรี แล้วได้ย้ายไปทำมาหากินที่กรุงเทพ ได้กลับมาอยู่ที่สิงห์บุรีผม(หมอสมหมาย)ทราบข่าวว่าเขาเป็นมะเร็งและเป็นมากแล้ว จึงเดินทางไปเยี่ยมพบว่าผู้ป่วยผ่ายผอมไปมาก ที่ลิ้นมีแผลเต็มไปหมด มีเลือดซึมตลอด กลิ่นเหม็น หุบปากไม่ได้ มีก้อนน้ำเหลืองใต้คางก้อนโตมากผู้ป่วยต้องใช้อ่างรูปไตรองใต้คาง ถามผู้ป่วยก็ทราบว่าเป็นมะเร็งที่ลิ้น รักษาด้วยวิธีฉายแสงที่โรงพยาบาลรามา แต่อาการไม่ดีขึ้นแพทย์ให้กลับมาอยู่ที่บ้านบอกรักษาไม่ได้ให้ใช้ยาแก้ปวดเท่านั้น เมื่อผม(หมอสมหมาย)เห็นเช่นนี้จึงนึกถึงสมุนไพรที่อำเภอวิเชียรบุรีจึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาขนานนี้ดู ผู้ป่วยตอบตกลง ผม(หมอสมหมาย)จึงไปขอสมุนไพรมาทั้งหมด 4 หม้อ โดยผม(หมอสมหมาย)เป็นคนต้มยาให้คนไข้เองต้มจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วให้คนไข้หยดใส่ปากกินให้หมดใน 1 วันหม้อ ต้มกินได้ 15 วัน ผู้ป่วยกินแต่ยาสมุนไพร อาหารน้ำและยาแก้ปวด โดยไม่ใช้ยาอะไรเลย ทว่าอาหารของผู้ป่วยกลับดีวันดีคืน แผลที่ลิ้นค่อยๆยุบลง กลิ่นเหม็นก็น้อยลง ก้อนใต้คางก็ยุบลง น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น อาการค่อยๆดีขึ้น และคนไข้เริ่มพูดได้ ผม(หมอสมหมาย)จึงไปขอยาสมุนไพรมาอีก 4 หม้อ ให้ต้มรับประทานเหมือนเดิม อาการของคนไข้ก็ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ พอครบ 4 เดือนลิ้นยุบลงมากจนแผลหายเหลือก้อนเท่าไข่นกกระทา ติดแน่นตรงใต้คาง ผม(หมอสมหมาย)ก็ไปขอยามาอีก 4 หม้อ ต้มให้กินทุกวันจนครบ 6 เดือนผู้ป่วยมีอาการเหมือนคนปกติ อ้วนขึ้น เดินไปตลาดได้ ผม(หมอสมหมาย)แนะนำผู้ป่วยว่า ควรไปทำการผ่าตัดก้อนที่คางและแผลที่ลิ้นออกแต่ผู้ป่วยไม่ยอม บอกว่าเมื่อกินยุบแล้ว ขอกินยาต่อไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยมีอาการดีอยู่ 6 เดือนแผลที่ลิ้นก็เริ่มบวมและแตก ในที่สุดผู้ป่วยก็ถึงแก่กรรม เพราะเลือดออกที่ลิ้นมาก

จากการติดตามผู้ป่วยรายนี้ด้วยตนเองทุกวัน จึงเห็นง่ายาสมุนไพรตำรับนี้มีประโยชน์ในการรักษามะเร็ง ผม(หมอสมหมาย)จึงไปขอสูตรยาตำหรับนี้จากแพทย์แผนโบราณเท่านั้น   แต่ท่านไม่ยอมให้เพราะท่านบอกว่าท่านเคยรักษาโรคมะเร็งหายมาหลายรายแล้วแต่หมอแผลปัจจุบันไม่ยอมรับ

การรักษาได้รับการยอมรับจากสากล

ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม พ.ศ. 2517 มีเลกเซอร์ทัวร์  ของคณะออโธปิติกส์จากกรุงเทพ ไปประชุมที่นครสวรรค์ ผม(หมอสมหมาย)เห็นเป็นโอกาสดีที่ได้นำเสนอเรื่องคนไข้มะเร็งที่หัวเข่า จังหวัดตราด ผม(หมอสมหมาย)จึงไปประชุมด้วย พร้อมทั้งขอรายการเฉพาะคนที่เป็นมะเร็งหัวเข่าในที่ประชุม รวมทั้งแฟ้มของ  โรงพยาบาลเลิดสินและของผม(หมอสมหมาย) พร้อมทั้งขอร้องว่าถ้าพบคนไข้เช่นนี้ กรุณาอย่าตัดขา ให้ส่งให้ผม(หมอสมหมาย)รักษาจะได้มีผลงานออกมามากๆ แต่ผม(หมอสมหมาย)ก็ไม่เคยได้คนไข้จากโรงพยาบาลเลย

เมื่อผม(หมอสมหมาย)เห็นว่าทางการแพทย์ของเราไม่สนใจผลงานของผม(หมอสมหมาย) ผม(หมอสมหมาย)จึงเขียนจดหมายไปหาดอกเตอร์แชงค์(Shank) ผู้ซึ่งเป็นไดเรกเตอร์ทอกซิโคโลยีของรัฐแคลิฟอเนีย (Director toxi Colifornia) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517 บอกว่าผม(หมอสมหมาย)พบสมุนไพรหนึ่งตำรับ โดยให้คนไข้เป็นมะเร็งกินยาต้มเพียงอย่างเดียว มะเร็งก็สามารถยุบได้ ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)ติดต่อผม(หมอสมหมาย)มาทันที ว่าขอให้เตรียมคนไข้มะเร็งที่กินยาต้มแล้วยุบไว้ให้ดู พร้อมทั้งเอกซเรย์ รายงานและผลชิ้นเนื้อ

ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2517 ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)บินมาหาผม(หมอสมหมาย)ที่สิงห์บุรีพร้อมโปรเซอร์นิวบิ์รน เพื่อนซึ่งเป็นปาโทโลยีสต์(Pathologist) เมื่อผม(หมอสมหมาย)รายงานคนไข้ที่เตรียมไว้พร้อมชิ้นเนื้อให้ดูดอกเตอร์แชงค์(Shank)ก็ยอมรับว่ายาต้นตำรับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็ง

ดอกเตอร์แชงค์ขอนำยาต้นตำรับนี้พร้อมตัวยาไปทำการค้นคว้าวิจัยที่อเมริกา แต่ผม(หมอสมหมาย)ไม่ยอม เพราะผม(หมอสมหมาย)อยากให้เมืองไทย คนไทยมีชื่อเสียงในการค้นคว้ายารักษามะเร็ง เมื่อเป็นเช่นนี้ดอกเตอร์แชงค์ (Shank)ก็ให้ผม(หมอสมหมาย)เลือกว่าจะทดลองมะเร็งชนิดใด ผม(หมอสมหมาย)เสนอว่าขอทดลองกับมะเร็งเต้านมเพราะอวัยวะที่อยู่ภายนอกโตและเห็นง่าย

เมื่อดอกเตอร์แชงค์(Shank)กลับไปอเมริกาแล้วก็ได้ส่งคาร์ซิโนเจน(Carsinogen)ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในหนูนามานาน และผม(หมอสมหมาย)ก็ได้ร่วมทำการทดลองกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลโดยผม(หมอสมหมาย)ต้มยาชนิดที่ข้นจนเกือบเหนียวส่งไปให้ทดลองทุก  7 วัน ผลการทดลองก็มีเค้าให้เห็นว่ายาต้มนี้สามารถทำให้หนูที่เกิดมะเร็งเต้านมยุบได้ แต่ทำได้เพียง 3 ปี อาจารย์ท่านนี้ก็ไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อเมริกา การทดลองจึงต้องยุติลงใน  พ.ศ.2520 และอาจารย์ท่านนี้เมื่อกลับมาจากอเมริกาก็ไม่ได้สนใจที่จะทดลองยานี้ต่อ

พ.ศ. 2518 ผม(หมอสมหมาย)ได้เลื่อนขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่ คือ นายแพทย์สาธารณสุข ประจำจังหวัดสิงห์บุรีและจะลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2521 ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธาณสุข การที่ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการเพราะต้องการค้นคว้าและรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีภาระกับหน้าที่ราชการ

สาสน์จาก นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ

ผมรักษาคนไข้มานานนับแสนรายแล้ว หากถามว่าเบื่อไหมก็ย่อมมีบ้าง แต่ในความเบื่อนั้นเมื่อนึกถึงคนไข้ที่มาหาเราด้วยความทุกข์แสนสาหัส การที่เราได้ช่วยเหลือเขา บำบัดทุกข์ให้หมดไปจากจิตใจของเขา ก็ทำให้เรามีความสุขไปด้วย กอปรกับจิตใจของคนไข้ที่เป็นหมอเมื่อคนมีทุกข์มาหาไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทางใจหมอก็ยินดีให้คำปรึกษาเมื่อได้ช่วยเขาแล้ว ความเบื่อในใจเราก็หมดไป

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคนไข้ทุกคนรวมถึงญาติๆที่หากรู้ว่าตัวคุณหรือคนที่คุณรักต้องประสบกับโรคร้ายที่ชื่อมะเร็ง ขออย่าได้ท้อท้อ สิ้นหวังต่อโชคชะตา คนเราเกิดมาแล้วต้องสูเพื่อจะมีชีวิตอยู่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือต้นไม้ก็ตาม เมื่อเกิดมาแล้วต้องรู้ว่า เราจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาในภายภาคหน้าไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาทางการเงินและทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบสำหรับการดำรงอยู่ของทุกชีวิตอย่างมิอาจหลีกพ้น

สำหรับผมแล้ว บอกได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยท้อแท้บางช่วงเวลาก็มีบ้างที่อารมณ์ไม่ดี แต่ก็เก็บไว้ในใจ เมื่อเห็นคนไข้เป็นทุกข์มาหาเราหากเราเอาอารมณ์ไปใส่เขา คนไข้จะจิตใจบอบซ้ำแค่ไหน ดังนั้นถ้าคนไข้มาหาผม ไม่ว่ากี่คนก็จะเห็นรอยยิ้มรับอยู่ตลอดเวลา

มะเร็งเป็นโรคร้ายก็จริง แต่หากเราหมั่นดูแลตัวเองสำรวจอาการและความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นมะเร็งก็มีความหวังที่จะรักษาให้หายได้ หรือควบคุมไว้ไม่ให้ออกมาอาละวาดไว้ จากประสบการณ์การรักษาของผม มีคนรอดชีวิตมานับไม่ถ้วน หายขาดเลยก็มี หรือมีชีวิตอย่างปกติได้อีกหลายสิบปีก็มี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกคนจะมีรอยยิ้มให้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเสมอไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม